สื่อดังอย่างวอชิงตันโพสต์, เดอะ การ์เดียน, เลอ มงเดอ และองค์กรสื่ออีก 14 สำนักทั่วโลกออกมาเปิดเผยรายงานจากฟอร์บิดเดน สตอรีส์ องค์กรไม่แสวงกำไรในกรุงปารีสและกลุ่มสิทธิมนุษยชนแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ที่กล่าวหาว่านักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ นักข่าว และนักกฎหมายทั่วโลกตกเป็นเป้าหมายของการแฮ็กข้อมูลโทรศัพท์ โดยมัลแวร์ “เพกาซัส” ของเอ็นเอสโอ กรุ๊ป บริษัทขายเครื่องมือสอดแนมสัญชาติอิสราเอล เพื่อให้สามารถดึงข้อความ รูปภาพ อีเมล บันทึกการโทร. ข้อมูลตำแหน่ง รวมทั้งควบคุมไมโครโฟนและกล้องได้อย่างลับๆ

รายงานระบุว่าในรายชื่อโทรศัพท์มือถือกว่า 50,000 หมายเลขที่เชื่อว่าเป็นเป้าหมายการถูกสอดแนม สามารถระบุตัวได้มากกว่า 1,000 คน ใน 50 ประเทศ ซึ่งมีทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ นักธุรกิจ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ประมุขของรัฐและรัฐบาล สมาชิกของราชวงศ์อาหรับ และนักข่าวที่ทำงานให้สำนักข่าวใหญ่ต่างๆอย่าง เอพี รอยเตอร์ ซีเอ็นเอ็น นิวยอร์ก ไทมส์ อัลจาซีรา อีกราว 180 คน รวมถึงเซซิลิโอ พิเนดา นักข่าวชาวเม็กซิกันที่ตีแผ่อาชญากรรม ประเด็นทางสังคม และการทุจริตจนถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ มี.ค.2560 รวมถึงคนใกล้ชิดของจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียที่ถูกสังหารภายในสถานกงสุลของซาอุฯ ในเมืองอิสตันบูล ของตุรกี

ด้านบริษัทเอ็นเอสโอออกมาปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ ยืนยันว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้กับอาชญากรรายใหญ่และผู้ก่อการร้าย โดยบริษัทไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้ และให้บริการแก่หน่วยงานด้านการทหาร การบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยข่าวกรองของประเทศที่มีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีและได้รับการตรวจสอบเท่านั้น และยังเรียกรายงานของฟอร์บิดเดน สตอรีส์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนลดังกล่าวว่าเต็มไปด้วยสมมติฐานที่ผิดและทฤษฎีที่ไม่ได้รับการยืนยัน

แม้ไม่มีการเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของข้อมูลและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของรายงาน แต่ข้อกล่าวหาครั้งนี้ยิ่งก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นถึงความเสี่ยงของความเป็นส่วนตัวที่ว่าไม่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนคนใดหรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เข้ารหัสจะปลอดภัยจากรัฐบาลหรือผู้ใดก็ตามที่มีเทคโนโลยีการสอดแนมที่ล้ำหน้า ทั้งนี้กลุ่มสื่อยังเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้ของลูกค้าภาครัฐของเอ็นเอสโอ โดยใน 15,000 เบอร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นเบอร์โทรศัพท์จากเม็กซิโก และตะวันออกกลาง ขณะที่สปายแวร์ของเอ็นเอสโอมีส่วนเกี่ยวข้องในการสอดแนมเป้าหมายส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางและเม็กซิโก และยังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียก็เป็นหนึ่งในลูกค้าด้วย.